แหล่งเรียนรู้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ถั่วงอกที่ขาวอวบ ผ้าขี้ริ้วที่ดูขาวกรอบน่ารับประทานมักจะถูกฟอกขาวด้วยสารฟอกขาว นอกจาก จะมีการใช้สารฟอกขาวในถั่วงอกแล้วยังมีการใช้ในอาหารประเภท ทุเรียนกวน หน่อไม้ ขิงซอย ขนมจีน น้ำตาลทรายหรือสินค้าอาหารอื่นๆที่มีสีขาวให้ดูน่ารับประทานและดูใหม่อยู่เสมอ สารฟอกขาวหรือสารฟอกสีที่ใช้ในอาหารนั้นมีหลายชนิด ที่นิยมใช้กันในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารก็คือสารเคมีในกลุ่มซัลไฟต์ ได้แก่
สารประกอบซัลไฟต์ เช่น แคลเซียมซัลไฟต์ โซเดียมซัลไฟต์ โพแทสเซียมซัลไฟต์ สารประกอบไบซัลไฟต์ เช่น โพแทสเซียมไบซัลไฟต์ ซึ่งใช้ป้องกันการบูดเสียของอาหารได้ด้วยและสารประกอบเมตาไบซัลไฟต์ เช่น โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ สารฟอกสีเหล่านี้ เป็นสารเคมีที่อนุญาตให้ใช้เป็นวัตถุเจือปนในอาหารได้ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่กำหนดตามชนิดของอาหาร ถ้าใช้เกินปริมาณที่กำหนดจะเกิดอันตรายได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ถ้าใช้ในปริมาณที่เกินกำหนด จะมีสารกำมะถันตกค้างในอาหารในปริมาณสูงและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบ หืด อ่อนเพลีย และผู้ที่ออกกำลังมาก
ส่วนสารฟอกขาวที่เป็นอันตราย กระทรวงสาธารณสุขไม่อนุญาตให้ใช้เจือปนในอาหาร คือ สารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์(Sodium hydrosulfite) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ผงซักมุ้ง ชื่ออื่นๆ ได้แก่ Dithionous acid, disodium salt; Sodium dithionite hydrate; Sodium sulfoxylate; Reductone; Sulfoxylate; Virtex L; Hydrolin; D-Ox; Vatrolite; มีสูตรโมเลกุล : Na2O4S2 สารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์เป็นสารเคมีที่เป็น พิษ ลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว มีกลิ่นฉุนกำมะถันอ่อนๆ ละลายได้ในน้ำ ไม่ละลายในแอลกอฮอล์ เป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการฟอกสี เช่น กระดาษ เส้นใยไหม แห อวน และเครื่องหนัง หากสัมผัสผิวหนังจะทำให้ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นแดง ถ้าบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสอาหารเช่น ปาก ลำคอและกระเพาะอาหาร หากกินเข้าไปมากเกิน 30 กรัม จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง เวียนศีรษะ อาเจียน อุจจาระร่วง ความดันโลหิตลดต่ำลง แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หลอดลมหดตัว ทำให้หอบหืด ในผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่แล้วอาจช็อก หมดสติและเสียชีวิตได้
วิดีทัศน์ เรื่อง สารฟอกขาว
หากสงสัยว่า อาหารบางชนิด เช่น ถั่วงอก ผ้าขี้ริ้ว ตีนไก่ กระท้อนดอง ทุเรียนกวน ยอดมะพร้าวหรืออื่น ๆ มีสารฟอกขาว โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ ปนอยู่หรือไม่ สามารถใช้ชุดทดสอบโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์(สารฟอกขาว)ในอาหาร ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อทดสอบ น้ำยาที่ใช้ทดสอบโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ คือ สารละลายคอปเปอร์ซัลเฟต (CuSO4.5H2O) นั่นเอง ชุดทดสอบนี้สามารถตรวจสอบหาสารฟอกขาวที่เจือปนในอาหารทั้งที่เป็นของแข็งและของเหลว ซึ่งทำการทดสอบตามวิธีการง่าย ๆ ที่แนะนำไว้ในชุดทดสอบ
วิดีทัศน์ เรื่อง ในถั่วงอกมีสารฟอกขาวหรือไม่
คำถาม
- สำรวจอาหารที่มีจำหน่ายในโรงเรียนหรือในตลาด มีอาหารที่คิดว่าใส่สารฟอกขาวหรือไม่ อะไรบ้าง
เอกสารอ้างอิง
http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?p=5&board=6&user=greenbull&id=1061&c=1&order=
http://mixkaza.diaryclub.com/20090323/%E0%B9%D7%E9%CD%A1%D0%B7%D0-VS-%E0%C1%D5%E8%C2%A7%A1%EB%C7%C2%E0%B5%D5%EB%C2%C7-%E0%A1%D5%E8%C2%C7%A1%D1%B9%B5%C3%A7%E4%CB%B9%B9%D5%E8-%CE%D5%E8%E6
กลับไปที่เนื้อหา
ฟอร์มาลิน (Formalin) หรือสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) มีสูตรเคมีว่า CH2O คนทั่วไปรู้จักกันว่าเป็นสารที่ใช้สำหรับดองศพเพื่อไม่ให้ศพเน่าเปื่อย ใช้ฆ่าเชื้อโรค ฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดห้องคนป่วย ลักษณะทั่วไปของฟอร์มาลินเป็นสารละลายใส ไม่มีสี มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว เป็นสารรีดิวซ์รุนแรง เมื่อสัมผัสกับอากาศจะถูกออกซิไดส์ช้า ๆ ไปเป็นกรดฟอร์มิกซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อน มีค่า pH ประมาณ 2.8-4.0 รวมตัวได้กับน้ำและแอลกอฮอล์ ชื่ออื่น ๆ ของฟอร์มาลิน คือ Methanal; Formic aldehyde; Methaldehyde
ฟอร์มาลินเป็นสารที่นิยมใช้กันในหลายด้าน ในด้านการแพทย์ ใช้ในการเก็บรักษาตัวอย่างทางกายวิภาค (anatomical specimens) เพื่อคงสภาพของเนื้อเยื่อไม่ให้เน่าเสีย ใช้ฆ่าเชื้อโรคในเครื่องมือต่าง ๆ เช่น เครื่องฟอกเลือด (เครื่องล้างไต) เครื่องมือเครื่องใช้ในการเตรียมและสังเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยา วัคซีน ไอระเหยของฟอร์มาดีไฮด์สามารถนำมาอบห้องฆ่าเชื้อโรคตามโรงพยาบาล ในการทำเครื่องสำอางจะใช้สารฟอร์มาลินในยาสีฟัน ยาบ้วนปาก สบู่ ครีมโกนหนวดเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยใช้เป็นส่วนประกอบในความเข้มข้นที่ต่ำมาก ใช้ในน้ำยาดับกลิ่นตัว ใช้เป็นส่วนประกอบของแชมพูสำหรับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น ในด้านอุตสาหกรรม ฟอร์มาลินมีสมบัติทำให้ผ้าและกระดาษแข็งเกาะกัน จึงนำมาใช้ในการทำบอร์ดหรือไม้อัด อุตสาหกรรมสิ่งทอใช้ผลิตสารที่ใช้เปลี่ยนแปลงลักษณะน้ำหนักและความแข็งแรงของไหมสังเคราะห์ รักษาผ้าไม่ให้ยับหรือย่น ในอุตสาหกรรมกระดาษ ใช้เพื่อให้กระดาษลื่นและกันน้ำได้ เป็นต้น ส่วนในด้านการเกษตรใช้สารฟอร์มาลินทำลายและป้องกันจุลินทรีย์ที่ทำให้ต้นไม้เป็นโรค ใช้เก็บรักษาและป้องกันผลิตผลเกษตรจากการเสียหายระหว่างการขนส่ง ใช้ฆ่าเชื้อราในดิน ใช้เป็นส่วนผสมของสารละลายที่ใช้เคลือบผัก ผลไม้จำพวกส้มระหว่างการเก็บเกี่ยวเพื่อชะลอการเน่าเสีย เป็นต้น พ่อค้า แม่ค้า นิยมนำฟอร์มาลินมาแช่ผัก เนื้อสัตว์ และอาหารทะเลสด เพื่อทำให้อาหารต่างๆ สดอยู่ได้นานไม่เน่าเสียเร็ว แต่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค
ในกรณีที่ร่างกายได้รับฟอร์มาลินในปริมาณต่ำ ร่างกายสามารถกำจัดได้ แต่หากได้รับในปริมาณที่สูงขึ้นถึง 30 – 60 มิลลิลิตรหรือมีความเข้มข้นมากขึ้น ฟอร์มาลินจะเปลี่ยนรูปเป็นกรดฟอร์มิค (Formic acid) ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายการทำลายของเซลล์ในร่างกาย ทำให้เซลล์ตาย ฟอร์มาลินมีพิษต่อระบบต่างๆ เกือบทั่วทั้งร่างกาย เช่น ในระบบทางเดินหายใจ หากได้รับไอระเหยของฟอร์มัลดีไฮด์ แม้จะปริมาณต่ำจะทำให้หลอดลมบวม แสบจมูก เจ็บคอ ไอ หายใจไม่ออก ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด ถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ จะทำให้น้ำท่วมปอด จนหายใจไม่ออก แน่นหน้าอกและตายในที่สุด อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหลายชั่วโมงหลังจากได้รับสารโดยไม่มีอาการเจ็บปวด เลยก็ได้ หากได้รับปริมาณน้อยเป็นเวลานาน จะมีอาการไอและหายใจติดขัดเพราะหลอดลมอักเสบ เป็นต้น ในระบบทางเดินอาหาร เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนฟอร์มาลินในปริมาณมากถึง 60 -90 มิลลิลิตร จะทำให้ปวดศีรษะอย่างรุนแรง หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ปากและคอแห้ง คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายท้อง ปวดท้องอย่างรุนแรง กระเพาะอาหารอักเสบ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หากได้รับสารนี้โดยการบริโภค จะเกิดอาการพิษโดยเฉียบพลัน ซึ่งอาการมีตั้งแต่ปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียน อุจจาระร่วง ปัสสาวะไม่ออก หมดสติ ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเสียชีวิตเพราะระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลว นอกจากนี้เมื่อสัมผัสจะเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นคัน เป็นผื่นแดงเหมือนลมพิษ จนถึงผิวหนังไหม้เปลี่ยนเป็นสีขาวได้
ดังนั้นฟอร์มาลินหรือสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ เป็นวัตถุห้ามใช้ในอาหารตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข แหล่งอาหารที่มักพบฟอร์มาลินปนเปื้อน ได้แก่ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผักสดและผลไม้ ถ้าผู้บริโภคสงสัยว่าอาหารที่บริโภคนั้นมีฟอร์มาลินไม่ควรซื้อมารับประทาน เพราะฟอร์มาลินเป็นสารที่มีกลิ่นฉุนมากเมื่อนำไปใส่ในอาหารดังกล่าว ผู้บริโภคจะได้กลิ่นฉุนแน่นอน ดังนั้นก่อนการรับประทานหรือประกอบอาหารควร ล้างให้สะอาดเสียก่อนเพื่อความมั่นใจและรับประทานได้อย่างปลอดภัย
วิดีทัศน์ เรื่อง ฟอร์มาลิน
วิธีการตรวจสอบว่าอาหารมีฟอร์มาลินปนเปื้อนอยู่หรือไม่ อาจใช้วิธีสังเกตง่ายๆ ได้ดังนี้ ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ให้สังเกตว่า หากถูกแสงแดด หรือลมเป็นเวลานาน แล้วยังสดอยู่ก็ไม่ควรซื้อ ถ้าเป็นผัก ผลไม้ที่มีลักษณะแข็ง เขียว กรอบหรือสดผิดปกติ และถ้าเป็นปลา หรือกุ้งเนื้อแข็งแต่บางส่วน เปื่อยยุ่ย ไม่ควรซื้อมาประกอบอาหารเนื่องจากอาจจะได้รับอันตรายจากฟอร์มาลินที่ปน เปื้อนมาได้ ส่วนผักหรือผลไม้ ให้ดมที่ใบ หรือหักก้านดม หรือดมที่ผล ว่ามีกลิ่นแสบจมูกหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่ามีฟอร์มาลินปนเปื้อน
สำหรับการเลือกอาหารให้ปลอดภัยจากอันตรายของฟอร์มาลิน ควรเลือกซื้อดังนี้ ถ้าเป็นเนื้อที่ไม่แช่ฟอร์มาลิน หากถูกแสงแดด หรือลม เป็นเวลานานๆ เนื้อจะมีลักษณะแห้ง และไม่เต่งตึงอยู่เหมือนเดิม ควรเลือกซื้อผักอนามัย หรือผักกางมุ้ง เลือกผักที่ไม่มีลักษณะแข็ง หรือกรอบจนเกินไป การเลือกอาหารทะเลควรเลือกอาหารที่สด เนื้อไม่เปื่อยยุ่ย สีไม่ผิดปกติ และอาหารทะเลต้องวางจำหน่ายในน้ำแข็งตลอดเวลา ที่สำคัญต้องล้างอาหารให้สะอาดก่อนการปรุงเสมอ
หากสงสัยและต้องการตรวจสอบว่าในอาหารมีฟอร์มาลินปนเปื้อนอยู่หรือไม่ ก็ทำการตรวจสอบได้โดยใช้ชุดทดสอบฟอร์มาลินในอาหาร ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งภายในจะมีสารเคมีสำหรับตรวจสอบ 3 ชนิดและหลอดสำหรับใช้บรรจุของเหลวที่แช่อาหาร หรือผักผลไม้ที่จะตรวจสอบ
สารเคมีที่ใช้เป็นน้ำยาสำหรับตรวจสอบ อาจใช้ น้ำยาฟอร์มาลิน 1เป็นสารละลาย Phynylhydrazine hydrochloride (C6H9ClN2) น้ำยาฟอร์มาลิน 2 ใช้สารละลาย Potassium hexacyanoferrate (K4Fe(CN6)) และน้ำยาฟอร์มาลิน 3 เป็นสารละลายกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น (HCl conc.) โดยทำการตรวจสอบตามคำแนะนำในชุดทดสอบ
เอกสารอ้างอิง
ถังฟอร์มาลิน จาก http://www-danshenplus.blogspot.com/2010/03/memilih-makanan-bebas-formalin.html
สมอง จาก http://www.britannica.com/EBchecked/media/141686/Human-brain-preserved-in-formalin
กลับไปที่เนื้อหา
ในพืชผักผลไม้ ตลอดจนอาหารแห้งหลายชนิดที่มีจำหน่ายในตลาด อาจมีสารพิษตกค้างพวกยาฆ่าแมลงที่เกษตรกรหรือผู้ผลิตใช้ฆ่าศัตรูพืชหรือป้องกันสัตว์ที่จะมาทำลายผลผลิต สารเหล่านี้จึงอาจตกค้างอยู่ในอาหาร ส่งผลถึงผู้บริโภคให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
อาหารที่มักตรวจพบว่ามีสารพิษตกค้างพวกยาฆ่าแมลงได้แก่ ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆอาหารตากแห้งบางชนิด เช่น ปลาทูเค็ม ปลาแห้ง เนื้อแห้ง เป็นต้น เมื่อรับประทานเข้าไปสารพิษเหล่านี้จะสะสมในร่างกายนานเข้าก็จะเป็นปัญหาเรื้อรังเป็นอันตรายต่อระบบสมองและประสาท เช่น ความจำเสื่อม สมาธิสั้น ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในร่างกายเป็นพิษต่อตับ และ ไต รบกวนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกระทบต่อต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน)เป็นสารก่อมะเร็ง และสารก่อกลายพันธุ์และทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ด้วย สารพิษพวกยาฆ่าแมลงส่วนมากที่พบตกค้างในอาหาร เป็นสารพิษในกลุ่มฟอสเฟต และคาร์บาเมทซึ่งมีผลกระทบต่อระบบประสาท และถ้าได้รับพิษ 2 ชนิด รวมกันขึ้นไป จะยิ่งทำให้เกิดพิษสะสมเสริมกันสูงมากขึ้นนับ 1000 เท่า
การลดสารพิษตกค้างในพืชผักและผลไม้ ทำได้โดยการล้างให้สะอาดโดยวิธีล้างอาจทำได้โดยใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่ผักนาน 15 นาทีแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดจะช่วยลดปริมาณสารพิษในผักลงได้ 90 – 92% หรือใช้น้ำส้มสายชู (5%) ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 30 -45 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ปริมาณสารพิษที่ลดลงด้วยวิธีนี้คือ 60 – 84% หรืออาจล้างผักโดยให้น้ำไหลผ่าน ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก นาน 2 นาที วิธีนี้ลดปริมาณสารพิษลงได้ 50 - 63% แต่ถ้าใช้การต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อน ปริมาณสารพิษที่ลดลงคือ 48 – 50%
ถ้าเราต้องการตรวจสอบว่า ในผักหรือผลไม้มีสารพิษตกค้างพวกยาฆ่าแมลงปนเปื้อนอยู่หรือไม่ก็สามารถตรวจสอบได้โดยใช้ชุดทดสอบ เอ็ม เจ พี เค (MJPK) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
วิดีทัศน์ เรื่อง การทดสอบหายาฆ่าแมลงในผักผลไม้
คำถาม
- ที่บ้านของนักเรียน และในโรงเรียน มีวิธีการลดสารพิษตกค้างในพืชผักก่อนประกอบอาหาร
ได้อย่างไร
เอกสารอ้างอิง
http://www.asamedia.org/
http://news.edtguide.com/
http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/book/book.php?book=18&chap=7&page=t18-7-suggestion.html
กลับไปที่เนื้อหา
โคลิฟอร์มแบคทีเรีย เป็นแบคทีเรียชี้แนะ(Bacteriological indicator) ซึ่งถ้าตรวจพบในน้ำ ก็แสดงว่าน้ำนั้นน่าจะไม่ปลอดภัย คืออาจมีเชื้อโรคอยู่ในน้ำหรือในน้ำแข็งนั้น โคลิฟอร์มแบ่งตามแหล่งที่มา จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. ฟีคัลโคลิฟอร์ม (Fecal coliform) อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่น ถูกขับถ่ายออกมากับอุจจาระ เมื่อเกิดการระบาดของโรคระบบทางเดินอาหาร จะพบแบคทีเรียชี้แนะชนิดนี้ เช่น อี.โค.ไล (E.coli)
2. นันฟีคัลโคลิฟอร์ม (Non-fecal coliform) อาศัยอยู่ในดินและพืช มีอันตรายน้อยกว่าพวกแรก ใช้เป็นแบคทีเรียชี้แนะถึงความไม่สะอาดของน้ำได้ เช่น เอ. แอโรจิเนส (A. aerogenes)
น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตซึ่งนอกเหนือจากมีการบริโภคน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว เรายังบริโภคน้ำประปา น้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งด้วย น้ำจากแหล่งต่าง ๆ ที่กล่าวถึงอาจมีเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ซึ่งจะทราบได้จากการตรวจหาโคลิฟอร์ม น้ำและน้ำแข็งที่ตรวจพบโคลิฟอร์มอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคอาหารเป็นพิษซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีอาการท้องร่วง ท้องเสีย อาเจียน เป็นไข้ ปวดศีรษะ หรืออาจเสียชีวิตได้
วิดีทัศน์ เรื่อง โคลิฟอร์มคืออะไร
ในการตรวจสอบว่าในน้ำหรือน้ำแข็งมีโคลิฟอร์มแบคทีเรียหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ โดยใช้ชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำและน้ำแข็ง ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่เราตรวจสอบเองตามคำอธิบายได้ไม่ยาก
วิดีทัศน์ เรื่อง การทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำ
คำถาม
- ถ้าทดสอบน้ำพบว่า ในน้ำ 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีโคลิฟอร์มแบคทีเรียเพียง 1 ตัว
น้ำนั้นจะดื่มได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
เอกสารอ้างอิง
http://www.thairath.co.th/content/edu/216806
กลับไปที่เนื้อหา
นอกจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะทำการทดสอบอาหารที่ใช้บริโภคว่ามีสารปนเปื้อนจนเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหรือไม่แล้ว ยังมีการตรวจสอบอุปกรณ์ เครื่องใช้บางชนิดที่อาจมีอันตรายต่อผู้ใช้โดยผู้ใช้ไม่รู้ตัวด้วย เช่น เตาไมโครเวฟซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้กันอย่างแพร่หลาย
เตาไมโครเวฟใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงไมโครเวฟในการทำอาหาร แต่ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนในการใช้เตาไมโครเวฟจากผู้ผลิต การดูแลรักษาเพื่อให้ใช้งานได้ดี หรือวิธีป้องกันอันตรายจากคลื่นไมโครเวฟที่รั่วออกมาได้ เราจึงควรรู้สมบัติบางอย่างและข้อควรระวังในการใช้เตาไมโครเวฟ
ไมโครเวฟเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นเดียวกับแสงสว่าง โดยอยู่ในช่วงของคลื่นวิทยุความถี่สูงวัตถุที่เป็นโลหะจะสะท้อนไมโครเวฟทั้งหมดที่ตกกระทบ ส่วนวัตถุที่ไม่ใช่โลหะ เช่น แก้ว หรือพลาสติก ไมโครเวฟจะเคลื่อนที่ผ่านไปได้บางส่วน วัตถุที่มีความชื้น เช่น ร่างกายคนเราหรืออาหารจะดูดกลืนพลังงานส่วนใหญ่ของไมโครเวฟไว้ได้
เตาไมโครเวฟมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เรียกว่า แมกนีตรอน (magnetron) ใช้ผลิตคลื่นไมโครเวฟที่มีความถี่ 2,450 MHz ปล่อยออกมาที่ช่องว่างภายในเตาที่มีผนังเป็นโลหะ คลื่นไมโครเวฟจะสะท้อนไปมาอยู่ภายในเตาและถูกดูดกลืนโดยอาหารหรือเครื่องดื่มที่เราใส่เข้าไป ไมโครเวฟที่ผ่านเข้าไปในอาหารหรือของเหลวจะทำให้โมเลกุลของน้ำเกิดการสั่นตามความถี่ของคลื่นไมโครเวฟ ทำให้เกิดการเสียดสีกันของโมเลกุล จึงเกิดความร้อนและทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เวลาที่ใช้ประกอบอาหารจึงสั้นกว่าการใช้เตาแบบธรรมดา ความร้อนจะเพิ่มขึ้นเร็วหรือช้าจะขึ้นกับปริมาณความชื้น รูปร่าง ปริมาตร และมวลของอาหารที่ใส่เข้าไป
ในกรณีที่เป็นเนื้อเยื่อของร่างกายถ้าได้รับไมโครเวฟปริมาณสูงจะทำให้เกิดความร้อนทำให้เป็นอันตราย เช่น เกิดการไหม้ของเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไป แต่ยังไม่มีการยืนยันที่แน่นอนถึงผลกระทบของการได้รับไมโครเวฟว่ามีปริมาณระดับใดที่จะส่งผลให้เกิดมะเร็ง ปกติพลังงานของคลื่นไมโครเวฟจะถูกดูดกลืนโดยน้ำในอาหาร แล้วเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อนหมด จึงไม่มีคลื่นตกค้างหรือสะสมในอาหาร สามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้าตัวเตาไมโครเวฟเก่า มีรอยขูดขีด บุบหรือมีรอยชำรุดอาจมีคลื่นไมโครเวฟที่รั่วไหลออกมาขณะทำงานได้ หากสงสัยสามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือวัดคลื่นไมโครเวฟที่กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์
วิดีทัศน์ เรื่อง การตรวจเตาไมโครเวฟ
คำถาม
- มาตรฐานในการตรวจเตาไมโครเวฟ มีคลื่นไมโครเวฟรั่วไหลออกมาได้ไม่เกินเท่าไร
กลับไปที่เนื้อหา
ในการป้องกันโรคติดต่อจากการมีความสัมพันธ์ทางเพศ โดยเฉพาะโรคติดต่อร้ายแรงเช่นโรคเอดส์ ตลอดจนการวางแผนครอบครัวจะได้รับการแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัย ประเทศไทยผลิตถุงยางอนามัยจากยางพาราธรรมชาติหลายยี่ห้อวางจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ถุงยางอนามัยจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ คุณภาพของถุงยางอนามัยที่จะออกจำหน่ายในแต่ละรุ่นที่ผลิตต้องได้มาตรฐานอุตสาหกรรม คือ มอก.625 – 2548 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 122 ตอนที่ 121ง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 ซึ่งระบุเกณฑ์มาตรฐานและกระบวนการทดสอบไว้อย่างชัดเจน
คำถาม
- สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานและวิธีการทดสอบถุงยางอนามัยจากหนังสือราชกิจจานุเบกษา
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้จัดแสดงถุงยางอนามัยสมัยต่าง ๆ ไว้ในพิพิธภัณฑ์ถุงยางอนามัยและมีการตรวจสอบถุงยางอนามัยที่บริษัทต่าง ๆ มีการผลิตออกจำหน่ายในแต่ละงวดการผลิตว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ โดยวิธีการทดสอบจะเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน มอก.625 – 2548
วิดีทัศน์ เรื่อง คุณภาพของถุงยางอนามัย
กลับไปที่เนื้อหา
-
คลังวิดีทัศน์
ตอน ไปกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กันเถอะ
ตอน หน้าที่ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ตอน สำนักคุณภาพแและความปลอดภัยอาหาร
ตอน ทดสอบอย่างไรว่าในอาหารมีบอแรกซ์
ตอน การทดสอบหายาฆ่าแมลงในผักผลไม้
ตอน ฟอร์มาลิน
ตอน การทดสอบฟอร์มาลินในอาหาร
ตอน โคลิฟอร์มคืออะไร
-
แผนการจัดการเรียนรู้
ผู้เขียนแผนการสอนคุณครูอรวรรณ ศรีพล โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยาผู้เขียนแผนการสอนคุณครูสุภาพร แสนแก้ว โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยาผู้เขียนแผนการสอนนางสาวพัชรินทร์ พูลสวัสดิ์ โรงเรียนห้วยน้ำหอมวิทยาคารผู้เขียนแผนการสอนนางสาวสุภาภรณ์ พรสิงชัย โรงเรียนห้วยน้ำหอมวิทยาคารผู้เขียนแผนการสอนนางทิพวรรณ ยาวิลาศ โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคมผู้เขียนแผนการสอนนางลาวัณย์ แหวนเพชร โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคมผู้เขียนแผนการสอนนางทิพวรรณ ยาวิลาศ โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคมผู้เขียนแผนการสอนนางลาวัณย์ แหวนเพชร
-
คำที่เกี่ยวข้อง